สตีเว่น เจอร์ราร์ด เขาเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1980 ที่เมอร์ซี่ย์ไซด์ ประเทศอังกฤษ เจอร์ราร์ด เป็นเด็กที่อยู่ในท้องถิ่นของลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง เมื่อตอนเขายังเด็ก ครอบครัวของเขามอบเสื้อของทีมเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลร่วมเมืองให้เขาเป็นของขวัญ แต่ในใจของเขาเต็มไปด้วยเลือดสีแดงของลิเวอร์พูลมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเจอร์ราร์ดมีความมุ่งมั่นตั้งแต่เด็กแล้วว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้ลงไปในสนามแอนฟิลด์ ในฐานะนักเตะของสโมสรอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้ได้

ทั้งนี้ เจอร์ราร์ด มีความทรงจำที่เลวร้ายเกี่ยวกับญาติของเขาที่เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่ ฮิลส์โบโร่ ซึ่งทำให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้คิดอุทิศตนให้กับญาติของเขาและฟุตบอล ซึ่งเขาก็เลือกที่จะทุ่มเทใจรักให้กับลิเวอร์พูล

ก่อนที่เส้นทางในอาชีพฟุตบอลของเขาจะเริ่มขึ้น ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันกับเขาในระหว่างที่เขาเล่นฟุตบอลอยู่กับเพื่อนๆ เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุโดนเหล็กที่มีสนิมปักลงที่เท้าของเขา จนเป็นแผลใหญ่และอักเสบจนเกือบจะต้องตัดเท้า แต่ เจอร์ราร์ด ก็รอดพ้นวันอันเลวร้ายนั้นมาได้ จนได้กลับมาเล่นฟุตบอลตามเดิม

หลังจากนั้น สตีเว่น เจอร์ ราร์ด ได้เริ่มเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลของเขาเมื่อตอนอายุ 9 ขวบ ด้วยการเข้าสู่อคาเดมีของทีมลิเวอร์พูล เขาได้ทำการฝึกฝน และพัฒนาทักษะของตัวเขา ซึ่งในตอนนั้น เจมี่ เรดแนปป์ อดีตนักเตะคนเก่งของลิเวอร์พูลคนหนึ่ง ได้มองเห็นแววของเจอร์ราร์ด ตั้งแต่เขายังเด็ก โดยในตอนนั้น เจอร์ราร์ด ได้ขัดรองเท้าสตั๊ดในกับ เรดแนปป์ ซึ่งถือเป็นการเคารพต่อรุ่นพี่ และในตอนนั้น เจอร์ราร์ด ก็มี เรดแนปป์ เป็นแบบอย่างของเขาในทุกเรื่อง

จนอายุ 18 ปี ในปี 1998 เขาก็ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเป็นครั้งแรก โดยลงสนามเป็นตัวสำรอง ในเกมที่ลิเวอร์พูลพบกับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส เนื่องจากในตอนนี้ เชราร์ อุลลิเยร์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในตอนนั้นได้มองเห็นแววของ เจอร์ราร์ด ที่มีความสามารถเกินกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ท่ามกลางการคัดค้านเนื่องจากกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บเรื้อรังของเขา แต่เมื่อ เจอร์ราร์ด ที่ลงสนาม เขาก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขามีความแข็งแกร่ง กล้าเล่น กล้าคิด เขามีความเป็นผู้นำเป็นอย่างมาก

เจอร์ราร์ด ในตอนนั้น ยังมีเรื่องอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่สร้างปัญหาให้เขาอยู่เสมอ แต่เขาก็มี เชราร์ อุลลิเยร์ ที่เป็นเหมือนอาจารย์ของเขา คอยสอนและขัดเกลาเขาทีละน้อย และคอยหาช่องเพื่อเพิ่มโอกาสในการลงสนามให้เจอร์ราร์ดอย่างสม่ำเสมอ โดยในฤดูกาลแรกที่เขาลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลเขามีโอกาสลงสนาม 13 นัดด้วยกัน นอกจากนี้ อุลลิเยร์ ก็เลือกที่จะส่ง เจอร์ราร์ด ไปรับการรักษาอาการบาดเจ็บดังกล่าวที่ฝรั่งเศส และหลังจากนั้น เจอร์ราร์ด ก็กลับมาพร้อมกับความแข็งแกร่งที่มีมากขึ้น  และได้รับโอกาสการลงสนามที่มากขึ้น และเมื่อ เจมี่ เรดแนปป์ มีอาการบาดเจ็บ เจอร์ราร์ด ก็ก้าวขึ้นมาแทยที่รุ่นพี่ที่เคารพของเขาทันที ก็เขายังสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นอีกด้วย

ในปี 2000-2001 เจอร์ราร์ด มีส่วนร่วมที่พาลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ ในฤดูกาลนั้น ซึ่งก็คือ ลีกคัพ,เอฟเอคัพ และ ยูฟ่าคัพ นอกจากนี้ เจอร์ราร์ด ยังได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษอีกด้วย และยังมีชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นด้วย และในปีนี้เองที่ เจอร์ราร์ด ถูกเรียกตัวให้ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรก ในฟุตบอลยูโร 2000

ต่อมาในปี 2003 ทุกคนต่างก็ต้องประหลาดใจ เมื่อ เชราร์ อุลลิเยอร์ ไว้วางใจให้เขา สวมปลอกแขนกัปตันทีม แทนที่ ซามี่ ฮูเปีย ซึ่งในตอนนั้น เจอร์ราร์ด มีอายุเพียง 22 ปี โดยความหวังว่า เจอร์ราร์ด จะเป็นหัวใจสำคัญให้กับทีมที่ช่วยให้ทีมก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จให้มากขึ้น และ เจอร์ราร์ด ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้ใหญ่ มีความสุขุมมากขึ้น เขามีวิธีที่ช่วยกระตุ้นให้เพื่อนร่วมทีมมีความต้องการชัยชนะอยู่เสมอ

โดยเจอร์ราร์ด ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรที่เป็นพิเศษ แต่เขาเป็นนักเตะที่สามารถเล่นได้หลายรูปแบบ เขามีความฟิตอยู่ตลอด เขาสามารถ สกัดบอล จ่ายบอล ออกบอล ยิงประตู ซึ่งเหล่านี้มันคือจุดเด่นของเขาอย่างแท้จริง นอกจากทักษะต่างๆ แล้ว เจอร์ราร์ด ยังมีเลือกนักสู้ที่เต็มเปี่ยม เขามีความกระหายชัยชนะอยู่เสมอ เขามีความกล้าที่จะตะโกนสั่งการในสนามได้ตลอดเวลา และในหลายๆ เกม เขาก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกมของลิเวอร์พูล พลิกกลับมาอยู่เหนือคู่ต่อสู้ได้ในนาทีคับขัน

สตีเว่น เจอร์ราร์ด พาทีมลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ในรายการต่างๆ ได้อย่างมากมาย แต่มีแค่รายการเดียวที่เขาไม่สามารถทำได้นั่นก็คือ แชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุด ก็คือในฤดูกาล 2013-2014 ซึ่งลิเวอร์พูลครองตำแหน่งจ่าฝูงมาจนถึง 3 เกมสุดท้าย ก่อนที่พวกเขาจะพ่ายแพ้ต่อ เชลซี และหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ก็เหมือนหลงทาง จนถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แซงขึ้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนั้นไปครอง ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด เลยก็ว่าได้

ตลอดระยะเวลาที่เจอร์ราร์ด อยู่กับลิเวอร์พูล ก็มีทีมดังต่างๆ มากมายที่ต้องการคว้าตัวเขาไปร่วมทีม แต่สุดท้าย เจอร์ราร์ด ก็เลือกที่จะอยู่กับ ลิเวอร์พูล

จนในปี 2015 สัญญาของเขาหมดลง และไม่สามารถตกลงสัญญาฉบับใหม่ได้ ทำให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ต้องบอกลาลิเวอร์พูล โดยสถิติที่เขาลงสนามให้กับลิเวอร์พูล ตลอด 17 ฤดูกาล เขาลงสนาม 710 นัด ยิงไปทั้งหมด 186 ประตู

หลังจากนั้น เจอร์ราร์ด ย้ายไปเล่นให้กับ แอลเอ กาแลคซี่ ทีมดังในเมอเจอร์ลีก ของสหรัฐอเมริกา เขาลงเล่นให้กับ แอลเอ กาแลคซี่ในปี 2015-2016 ก่อนที่จะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2016 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุ 36 ปี โดยสถิติที่เขาลงสนามให้กับ แอลเอ กาแลคซี่ ทั้งหมด 38 นัด ยิงประตูไป 5 ประตู

และหลังจากอำลาอาชีพนักฟุตบอลแล้ว เจอร์ราร์ด ก็กลับมายัง ลิเวอร์พูล อีกครั้ง โดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโค้ชให้กับทีมเยาวชนของลิเวอร์พูล ชุดอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเขาก็ช่วยให้ลูกทีมในตอนนั้นก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ได้แก่ เนโก วิลเลี่ยมส์ ,เคอร์ติส โจนส์ และรีส วิลเลียมส์

มาในปี 2018 เจอร์ราร์ด ก็ได้รับหน้าที่ผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัว ด้วยการเซ็นสัญญาคุมทีมให้กับ เรนเจอร์ ทีมในลีดสกอตแลนด์ ซึ่งใน 2 ฤดูกาลแรกที่เขาคุมทีม เขาพาทีมจบที่ รองแชมป์

จนมาถึงในปี 2020-2021 เจอร์ราร์ด ก็พาทีมเรนเจอร์ คว้าแชมป์ลีกสกอตแลนด์ได้สำเร็จ และยังเป็นแชมป์ที่ไม่แพ้ใครในตลอดฤดูกาลนั้นอีกด้วย

และในปี 2021 เจอร์ราร์ด ในวัย 41 ปี ก็ได้ถูกดึงตัวให้มาคุมทีมให้กับ แอสตัน วิลล่า สโมสรในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นอีกบทบาทหน้าที่ของการเป็นผู้จัดการทีมที่เจอร์ราร์ดจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้